วิธีกำจัดกลิ่นอับในบ้านและตู้เสื้อผ้า แบบถาวร
กลิ่นอับเป็นปัญหาที่หลายบ้านเจอโดยไม่รู้ตัวว่าเริ่มมาจากตรงไหน บางทีเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาแล้วเจอกลิ่นเหมือนของเก็บชื้น ทั้งที่เพิ่งซักเสื้อผ้ามาใหม่ ๆ หรือบางทีเข้าห้องนอนแล้วรู้สึกอับชื้น ทั้งที่ก็เปิดหน้าต่างอยู่ กลิ่นแบบนี้ไม่ได้แค่ทำให้ไม่สบายจมูก แต่มันบอกใบ้ว่ามีความชื้นสะสมอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและไรฝุ่นได้ บทความนี้จะพาไล่หาต้นตอของกลิ่นอับ พร้อมวิธีกำจัดแบบถึงต้นเหตุ ทั้งในตู้เสื้อผ้า ห้องนอน ห้องน้ำ และวิธีป้องกันไม่ให้กลับมาอีก
กลิ่นอับเกิดจากอะไร ทำไมซักแล้วยังเหม็น
หัวใจของกลิ่นอับคือความชื้นบวกกับเชื้อจุลินทรีย์ ในอากาศมีความชื้นสูง โมเลกุลน้ำเข้าไปแทรกในเส้นใยผ้า ไม้ หรือวัสดุ อากาศถ่ายเทไม่ดี เชื้อราและแบคทีเรียก็เจริญเติบโตและปล่อยกลิ่นออกมา อีกสาเหตุที่คนมักมองข้ามคือ การอบผ้าไม่แห้งสนิทก่อนเก็บ หรือตากผ้าในที่อับลม ทำให้ความชื้นถูกเก็บกลับเข้าไปในตู้พร้อมเสื้อผ้าโดยตรง จึงไม่แปลกที่ซักใหม่แล้วยังเหม็น
ในกรณีที่กลิ่นมาจากตัวเครื่องซักผ้าเอง ต้องรู้ว่าเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าจะมียางซีลประตูที่น้ำขังได้ง่าย ถ้าไม่เช็ดให้แห้งเป็นประจำ จะเกิดเชื้อราดำและกลิ่นอับที่ติดมากับผ้าทุกครั้งที่ซัก นี่คือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของกลิ่นที่หลายคนหาไม่เจอ
วิธีกำจัดกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้าแบบถาวร
การกำจัดกลิ่นอับให้ได้ผลต้องทำทั้งการไล่ความชื้น การฆ่าเชื้อที่ต้นเหตุ และการจัดเก็บให้ถูกวิธี ทำตามลำดับนี้จะเห็นผลชัด
- เคลียร์ของออกทั้งหมดก่อน เอาเสื้อผ้าและของทุกอย่างออกจากตู้ให้หมด จะได้เห็นว่ามีจุดไหนชื้นหรือขึ้นราใต้ก้นตู้หรือไม่
- เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชูขาวผสมน้ำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 เช็ดผนังตู้ทุกด้าน โดยเฉพาะมุมและก้นตู้ ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
- เปิดตู้ทิ้งไว้ให้ลมถ่ายเท วางพัดลมเป่าหน้าตู้ 1-2 ชั่วโมงจนแน่ใจว่าข้างในแห้งจริง ปิดเท่าที่จำเป็น
- ใส่ตัวดูดความชื้น วางถุงซิลิกาเจลหรือกล่องดูดความชื้นแบบซองซ้ำได้ ในตู้ 1-2 จุด เปลี่ยนหรือคืนความชื้นทุก 1-2 เดือน
- ฆ่าเชื้อราที่ติดอยู่ที่ไม้ ถ้าพบจุดดำ ๆ ให้เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาฆ่าเชื้อราเฉพาะจุด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท
- จัดเก็บเสื้อผ้าที่แห้งสนิทเท่านั้น อย่าเก็บผ้าที่หมาดหรืออบไม่แห้งเด็ดขาด และไม่ควรอัดตู้แน่นเกินไปจนลมถ่ายเทไม่ได้
วิธีกำจัดกลิ่นอับในห้องนอน
ห้องนอนเป็นห้องที่กลิ่นอับเกิดง่ายเพราะมักปิดประตูหน้าต่างเป็นเวลานาน และมีทั้งที่นอน หมอน พรม ซึ่งอุ้มความชื้นได้ดี สาเหตุที่พบบ่อยคือเครื่องนอนไม่ได้รับการระบายอากาศเพียงพอ และมีเหงื่อกับความชื้นจากร่างกายสะสมทุกคืน
เริ่มจากอากาศก่อน เปิดหน้าต่างวันละ 15-30 นาที อย่างน้อยช่วงเช้าหรือหลังทำความสะอาด ให้ลมถ่ายเทจริง ๆ ต่อมาคือเครื่องนอน ควรถอดผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนออกซักทุก 1-2 สัปดาห์ และตากที่นอนกับหมอนในแดดจัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะรังสียูวีจากแดดช่วยลดเชื้อและความชื้นได้ ถ้ามีที่รองที่นอน ควรพลิกกลับด้านบ้างเพื่อให้ระบายอากาศสองด้าน
สำหรับพรมและเบาะที่ติดกลิ่น โรยเบกกิ้งโซดาให้ทั่ว ทิ้งไว้ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดความชื้นและกลิ่นได้ระดับหนึ่ง ถ้ากลิ่นรุนแรงควรซักแห้งหรือใช้เครื่องอบไอน้ำ
วิธีกำจัดกลิ่นอับในห้องน้ำและห้องครัว
สองห้องนี้เป็นห้องที่ความชื้นสูงที่สุดในบ้าน จุดที่กลิ่นอับเกาะอยู่บ่อยคือผ้าม่าน ราวแขวนผ้า ม่านอาบน้ำ มุมอับหลังเครื่องซักผ้า และท่อระบายน้ำ
- หลังอาบน้ำให้เปิดพัดลมดูดอากาศหรือเปิดหน้าต่างอย่างน้อย 15 นาที ให้ไอน้ำออกไป
- ถอดผ้าม่านและม่านอาบน้ำออกทำความสะอาดทุก 1-2 เดือน ซักด้วยน้ำส้มสายชูผสมเล็กน้อยเพื่อลดเชื้อรา
- เทน้ำร้อนหรือน้ำส้มสายชูลงในท่อระบายน้ำเดือนละครั้ง เพื่อป้องกันกลิ่นที่ย้อนกลับขึ้นมาจากท่อ เช่นเดียวกับถังพักน้ำหรือตะแกรง
- ครัวให้เช็ดคราบน้ำมันตามผนังและเครื่องดูดควันบ่อย ๆ เพราะคราบน้ำมันที่สะสมจะจับฝุ่นและเกิดกลิ่นหืน ควรเปิดเครื่องดูดควันทุกครั้งที่ทำอาหาร
- เช็ดเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้า โดยเฉพาะยางซีลประตูให้แห้งทุกครั้งหลังซัก และเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้ลมเข้า
เปรียบเทียบวิธีกำจัดกลิ่นอับแต่ละแบบ
| วิธี | ใช้กับอะไร | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| น้ำส้มสายชูขาวผสมน้ำ 1:1 | เช็ดตู้ ไม้ เครื่องซักผ้า | ราคาถูก หาง่าย ลดเชื้อราได้ | มีกลิ่นเปรี้ยวชั่วคราว ต้องปล่อยให้แห้งและระบายให้หมด |
| เบกกิ้งโซดา | พรม เบาะ ที่นอน กลิ่นในตู้ | ดูดกลิ่นและความชื้นได้ดี | ต้องดูดออกให้หมด ไม่งั้นจะเหลือคราบขาว |
| ถุงซิลิกาเจล/ของดูดความชื้น | ตู้เสื้อผ้า ลิ้นชัก กล่องเก็บของ | กันความชื้นต่อเนื่อง ใช้ซ้ำได้ | ต้องเปลี่ยนหรือคืนสภาพตามรอบ ไม่งั้นจะอิ่มตัวและไม่ทำงาน |
| แดดจัด (ตาก) | ที่นอน หมอน ผ้า พรม | ยูวีลดเชื้อ ต้นทุนต่ำ | ต้องมีแดดจริงและกลับด้านให้ทั่ว |
| เครื่องอบไอน้ำ/อบโอโซน | เบาะ พรม กลิ่นฝังลึก | ฆ่าเชื้อลึก กลิ่นหายไว | มีค่าใช้จ่าย ควรทำตามคู่มือและระบายอากาศหลังใช้ |
ป้องกันไม่ให้กลิ่นอับกลับมาอีก
กำจัดแล้วต้องกันไม่ให้กลับมา หลักสำคัญมีไม่กี่ข้อคือ ลดความชื้น เพิ่มการถ่ายเทอากาศ และไม่เก็บของที่ยังชื้น
- ตั้งกล่องดูดความชื้นในตู้หรือลิ้นชักทุกตู้ และเปลี่ยนตามกำหนด
- ซักเสื้อผ้าให้สะอาดและตากให้แห้งสนิทก่อนเก็บ ถ้าอบ ควรอบจนแห้งจริงไม่ใช่หมาด ๆ
- เปิดหน้าต่างระบายอากาศในห้องที่ปิดบ่อย วันละ 15-30 นาที โดยเฉพาะหลังทำความสะอาดหรืออาบน้ำ
- แยกของชื้นออก เช่น ผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้วไม่ควรกองในตู้ ต้องตากก่อน
- ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าและเครื่องดูดควันเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้คราบสะสม
- ถ้าบ้านชื้นมากจริง ๆ และงบไหว เครื่องลดความชื้นหรือเครื่องฟอกอากาศที่มีโหมดลดความชื้นจะช่วยได้ชัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีถ้าจัดการต้นเหตุได้แล้ว
นอกจากวิธีกำจัดกลิ่นอับแล้ว การเลือกของใช้ในบ้านที่ช่วยดูดความชื้น ป้องกันเชื้อรา หรือของเก็บของอย่างกล่องสุญญากาศและตัวดูดความชื้นแบบใช้ซ้ำ ก็มีส่วนช่วยให้บ้านห่างไกลกลิ่นอับได้ในระยะยาว ใครที่กำลังมองหาของแบบนี้ ลองดูในหมวด ของใช้ในบ้าน ของเราได้
คำถามที่พบบ่อย
กลิ่นอับในตู้เสื้อผ้าหายเองได้ไหม
ถ้าต้นเหตุคือความชื้นเพียงอย่างเดียวและอากาศถ่ายเท กลิ่นอาจจางลงได้เอง แต่ถ้ามีเชื้อราสะสมใต้ก้นตู้หรือตามมุม กลิ่นจะกลับมาทุกครั้ง เพราะเชื้ออยู่ที่เดิม การเช็ดน้ำส้มสายชูและใส่ตัวดูดความชื้นจะตัดต้นเหตุได้จริงกว่าแค่ปล่อยไว้
ซักผ้าใหม่แล้วยังเหม็น เกิดจากอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเครื่องซักผ้าสกปรก มีเชื้อราในถังหรือยางประตู อีกสาเหตุคือรอบปั่นน้อยหรืออบไม่แห้งจริง ทำให้ผ้ากลับมาเก็บความชื้น ให้ลองซักเครื่องซักผ้าเปล่าด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาเฉพาะ แล้วเปลี่ยน/ปรับวัฏจักรการซักใหม่
น้ำส้มสายชูใช้กับผ้าทุกชนิดได้ไหม
โดยทั่วไปใช้ได้กับผ้าส่วนใหญ่ในอัตราส่วนเจือจาง แต่ผ้าบางชนิดเช่นผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ หรือผ้าที่เคลือบหรือย้อมสีบางแบบ อาจได้รับผลกระทบ ถ้าเป็นของสำคัญควรทดสอบที่ชายผ้าก่อน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อราเฉพาะด้าน
ใส่กาแฟหรือถ่านไว้ดูดกลิ่นได้ไหม
ใส่ได้ครับ ถ่านและกากกาแฟแห้งช่วยดูดกลิ่นได้ในระดับหนึ่ง และเป็นวิธีพื้นบ้านที่ปลอดภัย แต่ประสิทธิภาพสู้ตัวดูดความชื้นเฉพาะทางไม่ได้ ถ้าปัญหาคือความชื้นเป็นหลัก ควรใช้ของดูดความชื้นที่ออกแบบมาเพราะมันจับโมเลกุลน้ำได้ดีกว่า
บ้านชื้นมาก ควรลงทุนซื้อเครื่องลดความชื้นไหม
ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ความชื้นสูงมากและกลิ่นอับกลับมาบ่อยแม้จัดการต้นเหตุแล้ว เครื่องลดความชื้นตอบโจทย์และช่วยเรื่องเชื้อรากับไรฝุ่นด้วย แต่ถ้าปัญหาเกิดจากตู้เสื้อผ้าหรือตากผ้าไม่แห้งเป็นหลัก แก้ที่ต้นเหตุและใช้ตัวดูดความชื้นแบบซองก่อนจะคุ้มกว่า
สรุป
กลิ่นอับไม่ใช่เรื่องที่ต้องอยู่กับมันไปตลอด ถ้าเข้าใจว่ามันมาจากความชื้นและเชื้อโรคที่สะสม แทนที่จะพยายามดับกลิ่นด้วยน้ำหอมหรือสเปรย์เพียงอย่างเดียว ก็จะแก้ได้ที่ต้นเหตุ เริ่มจากเคลียร์ของออกจากตู้ ทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชู ปล่อยให้แห้งสนิท ใส่ตัวดูดความชื้น และกลับมาสนใจการตากผ้ากับการระบายอากาศในห้องอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเล็ก ๆ อย่างการเปิดหน้าต่างวันละ 15 นาที หรือเช็ดยางประตูเครื่องซักผ้าให้แห้งทุกครั้ง อาจเป็นตัวเปลี่ยนที่ทำให้บ้านทั้งหลังไม่มีกลิ่นอับอีกเลย และยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเชื้อรากับไรฝุ่นไปพร้อมกันด้วย
