วิธีดูแลเครื่องซักผ้า ให้ใช้ได้นานหลายปี ไม่มีกลิ่นอับ
เครื่องซักผ้าเป็นของใช้ที่เราซื้อมาหวังว่าจะใช้กันยาว ๆ หลายปี แต่เชื่อว่าหลายบ้านเจอปัญหาเดียวกันคือ พอใช้ไปสักปีสองปีเริ่มมีกลิ่นอับติดผ้า ซักแล้วผ้าไม่หอมเหมือนตอนซื้อมาใหม่ บางเครื่องมีคราบดำ ๆ เกาะตามยางขอบประตู หรือแย่กว่านั้นคือซักแล้วเสื้อผ้าเป็นจุดดำ ๆ ออกมาให้ปวดหัว ความจริงแล้วปัญหาส่วนใหญ่พวกนี้ไม่ได้เกิดเพราะเครื่องเสื่อม แต่เกิดเพราะเราไม่ได้ดูแลเครื่องให้ถูกวิธีนั่นเอง บทความนี้จะบอกขั้นตอนดูแลเครื่องซักผ้าแบบทำเองได้ที่บ้าน พร้อมระบุความถี่ชัดเจนว่าแต่ละอย่างทำบ่อยแค่ไหน เพื่อให้เครื่องของคุณใช้ได้คุ้มและไม่มีกลิ่นอับ
ทำไมเครื่องซักผ้าถึงมีกลิ่นอับ ทั้งที่ซักผ้าด้วยน้ำยา
หลายคนเข้าใจผิดว่าผ้าที่ซักออกมามีกลิ่นเพราะน้ำยาซักผ้าไม่หอม แต่ต้นตอจริง ๆ คือการสะสมของคราบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และเศษผ้าที่ค้างอยู่ในถังซักและท่อน้ำทิ้ง เมื่อเจอความชื้นเป็นเวลานานก็เกิดเป็นฟิล์มชีวภาพ (biofilm) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและแบคทีเรีย กลิ่นอับที่ได้กลิ่นเหมือนผ้าเปียกค้างคือกลิ่นจากเจ้าตัวนี้โดยตรง
ตัวการหลัก ๆ ที่ทำให้เรื่องนี้เกิดเร็วขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ การใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มเกินปริมาณที่กำหนด การซักด้วยน้ำเย็นตลอดเวลาโดยไม่เคยล้างถังด้วยน้ำร้อนเลย การปิดฝาหรือปิดประตูทันทีหลังซักเสร็จ และการไม่เคยล้างช่องใส่ผงซักฟอกกับยางขอบประตูเลย ถ้าคุณทำครบทั้งสี่ข้อนี้ กลิ่นอับจะมาเร็วกว่าที่คิดมาก
ล้างถังซักทุก 3 เดือน คือหัวใจของการดูแลเครื่อง
การล้างถังซักเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ข้าม และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของกลิ่นอับ ควรทำอย่างน้อยทุก 3 เดือน ถ้าซักผ้าเกือบทุกวันหรือมีคนในบ้านเยอะก็ขยับเป็นทุก 1-2 เดือนได้ วิธีทำมีสองแบบ ใช้อันใดอันหนึ่งก็ได้
แบบที่ 1 ล้างด้วยน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา
วิธีนี้ประหยัดและใช้วัตถุดิบในครัว เทน้ำส้มสายชูกลั่นขาวประมาณ 1 ถ้วย (240 มิลลิลิตร) ลงในช่องใส่ผงซักฟอกโดยตรง ตั้งโปรแกรมซักด้วยน้ำอุณหภูมิสูงสุดที่เครื่องมี (ปกติ 60-90 องศาเซลเซียส) แล้วปล่อยให้เครื่องซักวนราว 10 นาที จากนั้นกดหยุดชั่วคราว ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้กรดทำปฏิกิริยากับคราบปูนและฟิล์มชีวภาพ แล้วกดให้เครื่องซักต่อจนจบรอบ สุดท้ายเปิดประตูทิ้งไว้ให้แห้ง
ถ้าต้องการเสริมเรื่องกลิ่น ให้เติมเบกกิ้งโซดาประมาณครึ่งถ้วยลงในถังโดยตรง แต่อย่าเทรวมกับน้ำส้มสายชูในช่องเดียวกันพร้อมกัน เพราะจะฟองและทำปฏิกิริยาจนหมดฤทธิ์ไปเปล่า ๆ ให้ใส่แยกคนละจังหวะ
แบบที่ 2 ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างถังซักโดยเฉพาะ
ถ้าไม่อยากเดาสัดส่วน ผลิตภัณฑ์ล้างถังซักสำเร็จรูป (washing machine cleaner) ก็ใช้ง่ายกว่ามาก โดยทั่วไปให้เททั้งซองลงในถังเปล่า เลือกโปรแกรมซักผ้าฝ้ายด้วยน้ำร้อน แล้วรันจนจบรอบเต็ม ไม่ต้องใส่ผ้าเลย อ่านฉลากให้ดีเพราะบางยี่ห้อออกแบบมาสำหรับเครื่องฝาบนหรือฝาหน้าต่างกัน และควรทำในรอบที่ไม่มีผ้าโดยเด็ดขาด ไม่งั้นน้ำยาจะไปกัดเนื้อผ้า
ทำความสะอาดยางขอบประตูและช่องใส่ผงซักฟอก
เครื่องซักผ้าฝาหน้าเกือบทุกรุ่นมียางขอบประตู (door gasket) ซึ่งเป็นจุดที่คราบและน้ำขังง่ายที่สุด ให้เช็ดทุกเดือนด้วยผ้าชุบน้ำส้มสายชูเจือจางหรือน้ำยาล้างจานอ่อน ๆ อย่าลืมง้างยางออกดูด้านในด้วย เพราะเชื้อราดำมักซ่อนอยู่ตรงรอยพับที่เรามองไม่เห็น ถ้าเจอราเต็มไปหมดจนเช็ดไม่ออก ส่งซ่อมเปลี่ยนยางจะคุ้มกว่าฝืนใช้
ส่วนช่องใส่ผงซักฟอก ให้ดึงถาดออกตามคู่มือเครื่อง (ส่วนใหญ่มีปุ่มกดปลดล็อกตรงกลาง) แล้วแช่น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชู 15-30 นาที จากนั้นใช้แปรงสีฟันเก่าขัดตามมุมและร่องให้ทั่ว แล้วล้างออกให้สะอาดก่อนใส่กลับ ถาดที่ไม่ได้ล้างนาน ๆ จะมีคราบน้ำยาบดบัง ทำให้ผงซักฟอกละลายไม่หมดและติดไปกับผ้า
ล้างกรองปั๊มน้ำทิ้งและกรองเศษผ้า
เครื่องฝาหน้ามักมีกรองปั๊มน้ำทิ้งอยู่ด้านล่างหลังฝาปิด ก่อนเปิดให้ปูผ้าและเตรียมถาดรองไว้ก่อน เพราะจะมีน้ำเหลือไหลออกมาแน่นอน หมุนฝากรองออกช้า ๆ ล้างเศษผ้า เหรียญ และขยะที่ค้างอยู่ให้หมด แล้วหมุนกลับให้แน่นสนิท ควรทำทุก 1-3 เดือน ถ้ากรองตันจะทำให้เครื่องปั่นหมาดไม่สะเด็ดหรือขึ้นไฟเตือนน้ำไม่ระบาย
ส่วนเครื่องฝาบนให้ดูถุงกรองเศษผ้าตามขอบถัง โดยปกติจะรูดออกมาล้างได้ ควรล้างทุก 2-4 สัปดาห์ เพราะเป็นจุดที่ปีกผ้าและเศษเส้นใยสะสมเร็วมาก
นิสัยการใช้ที่ช่วยยืดอายุเครื่อง
| สิ่งที่ควรทำ | สิ่งที่ควรเลี่ยง |
|---|---|
| เปิดประตู/ฝาทิ้งไว้ให้แห้งหลังซักเสร็จอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง | ปิดประตูทันทีหลังซักเสร็จ |
| ใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาตามปริมาณที่ฉลากระบุ | เทน้ำยาเกินปริมาณเพราะคิดว่าผ้าจะหอมขึ้น |
| แยกผ้าเบา/หนัก และไม่ยัดจนแน่นเกิน 80% ของถัง | ยัดผ้าจนเต็มถังทุกครั้งเพื่อประหยัดรอบ |
| ใช้โปรแกรมน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็นเป็นครั้งคราว | ซักน้ำเย็นอย่างเดียวตลอดปี |
| วางเครื่องบนพื้นราบ ปรับขาให้เครื่องไม่โยก | วางเครื่องบนพื้นที่ลาดหรือสั่นสะเทือนทุกครั้งที่ปั่น |
อีกจุดที่มองข้ามบ่อยคือการทำความสะอาดถังเมื่อเพิ่งซักผ้าเปื้อนหนัก ๆ เช่นผ้าอ้อม ผ้าซับน้ำมัน หรือของที่เปื้อนโคลน ให้ซักล้างถังเปล่าสั้น ๆ หนึ่งรอบเพื่อไม่ให้คราบพวกนี้ตกค้างไปสร้างกลิ่นในรอบถัดไป คุณสามารถดูไอเดียของใช้คู่บ้านที่ช่วยเรื่องงานซักล้างได้ในหมวด ของใช้ในบ้าน ของเรา
ตารางเช็คลิสต์ดูแลตามรอบเวลา
| งาน | ความถี่ที่แนะนำ |
|---|---|
| เปิดฝา/ประตูทิ้งไว้ให้แห้ง | ทุกครั้งหลังซัก |
| เช็ดน้ำส่วนเกินตามยางขอบประตู | ทุกครั้งหลังซัก |
| ล้างถุงกรองเศษผ้า (เครื่องฝาบน) | ทุก 2-4 สัปดาห์ |
| เช็ดยางขอบประตูให้ทั่วรวมด้านใน | เดือนละครั้ง |
| ถอดล้างถาดใส่ผงซักฟอก | เดือนละครั้ง |
| ล้างกรองปั๊มน้ำทิ้ง (เครื่องฝาหน้า) | ทุก 1-3 เดือน |
| ล้างถังซักด้วยน้ำร้อน/น้ำยาล้างถัง | ทุก 3 เดือน |
| ตรวจท่อน้ำเข้า-ออกว่ามีรอยรั่วหรือปูนเกาะ | ทุก 6 เดือน |
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
ล้างถังซักด้วยน้ำส้มสายชูบ่อยเกินไปได้ไหม
ไม่ควรทำบ่อยกว่าทุก 1 เดือน เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด หากใช้ถี่เกินไปอาจกัดซีลยางและชิ้นส่วนยางในเครื่องได้ ทุก 3 เดือนถือว่ากำลังดีและปลอดภัย
เครื่องซักผ้าฝาหน้าจำเป็นต้องใช้น้ำยาซักผ้าชนิดน้ำเท่านั้นไหม
ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้น้ำยาชนิดน้ำ (liquid) เพราะละลายง่ายและไม่ตกค้างในถาด แต่ผงซักฟอกก็ใช้ได้ถ้าละลายให้เข้ากันก่อน หรือเลือกโปรแกรมที่มีการเติมน้ำล่วงหน้า ถ้าเห็นผงเหลือเป็นก้อนในถาดบ่อย ๆ ให้เปลี่ยนไปใช้ชนิดน้ำจะช่วยลดคราบสะสม
ทำไมซักเสร็จแล้วยังมีคราบดำ ๆ ติดผ้า
คราบดำมักมาจากฟิล์มชีวภาพที่หลุดจากถังหรือยางขอบประตู ให้ล้างถังด้วยน้ำร้อนและล้างกรองปั๊มน้ำทิ้งก่อน ถ้ายังเจอต่อเนื่องให้ตรวจยางขอบประตูว่ามีราเกาะลึกหรือไม่
ปิดเครื่องไม่ได้ล้างนานหลายเดือนจะพังไหม
ถ้าปล่อยผ่านไปหลายเดือน กลิ่นอับและราจะก่อตัวหนักขึ้นและล้างออกยากมาก แนะนำตั้งเตือนในมือถือให้ล้างถังทุก 3 เดือนจะง่ายกว่าจำเอง
เครื่องซักผ้าควรวางในที่แบบไหน
ควรวางบนพื้นราบ เรียบ แข็งแรง ห่างผนังด้านหลังพอให้ท่อน้ำไม่หักงอ และต้องมีอากาศถ่ายเท ไม่ควรวางในที่ปิดทึบชื้นตลอดเวลาเพราะจะทำให้เครื่องเป็นสนิมและมีกลิ่นอับเร็วขึ้น
สรุป
การดูแลเครื่องซักผ้าให้อยู่กับบ้านเราไปหลายปีไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่จำสามจังหวะหลักคือ หลังซักทุกครั้ง ให้เปิดฝาและเช็ดยางขอบประตูทิ้งไว้ให้แห้ง, ทุกเดือน ให้ล้างถาดผงซักฟอกและเช็ดยางให้ทั่ว, และ ทุก 3 เดือน ให้ล้างถังซักด้วยน้ำร้อนพร้อมล้างกรองปั๊มน้ำทิ้ง ทำให้ครบสามจังหวะนี้ กลิ่นอับจะหายไปและเครื่องจะทำงานเต็มประสิทธิภาพได้นานขึ้นโดยไม่ต้องซ่อมบ่อย
