วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเอง อยู่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องจ้างช่าง
แอร์ที่บ้านเปิดแล้วไม่ค่อยเย็น ลมออกมาเบา ๆ แถมมีกลิ่นอับปนออกมาด้วย บางทีก็ได้ยินเสียงดังผิดปกติ อาการแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าแอร์เสียทั้งตัว แต่เป็นสัญญาณว่าคอยล์และแผ่นกรองสกปรกจนลมผ่านไม่สะดวกแล้ว หลายคนเลือกจะจ้างช่างล้าง แต่กว่าช่างจะว่างก็ปาไปเป็นอาทิตย์ ค่าล้างเริ่มต้นหลายร้อยถึงพันกว่าบาทต่อเครื่อง ถ้ารับล้างสองสามเครื่องก็หลายพันเข้าไปแล้ว บทความนี้จะพาไปดูวิธีล้างแอร์ด้วยตัวเองแบบละเอียด ทีละขั้น ทำได้จริงที่บ้าน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพง และไม่ต้องพึ่งช่างทุกครั้ง
บอกไว้ก่อนตรง ๆ ว่าไม่ได้เหมาะกับทุกกรณี ถ้าแอร์มีอาการน้ำยาแอร์รั่ว คอมเพรสเซอร์มีปัญหา หรือแอร์ติดตั้งสูงจนปีนไม่ไหว การเรียกช่างคือทางที่ปลอดภัยกว่า สิ่งที่ทำเองได้คือการล้างทำความสะอาดตามรอบ ซึ่งถ้าทำเป็นประจำจะช่วยยืดอายุเครื่องและประหยัดไฟได้จริง แต่ถ้าไม่มั่นใจเรื่องไฟหรือโครงสร้าง การจ้างช่างมืออาชีพก็ยังเป็นคำตอบที่ดีกว่าเสมอ
ควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหน
คำถามแรกที่คนถามมากที่สุดคือล้างบ่อยแค่ไหน คำตอบสั้น ๆ คือโดยทั่วไปอยู่ที่ทุก 3 ถึง 6 เดือนต่อครั้ง แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละบ้าน
ปัจจัยที่ทำให้ต้องล้างบ่อยขึ้น
- บ้านอยู่ติดถนนใหญ่ มีฝุ่นและควันรถเยอะ
- มีสัตว์เลี้ยงในห้อง ขนและสะเก็ดผิวหนังจะไปอุดตันแผ่นกรองเร็ว
- เปิดแอร์วันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไปแทบทุกวัน
- มีคนสูบบุหรี่ในห้อง คราบน้ำมันจากควันบุหรี่จะเกาะคอยล์
- อยู่ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูที่ฝุ่น PM2.5 สูงต่อเนื่อง
ถ้าอยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้ ควรขยับมาเหลือทุก 2 ถึง 3 เดือน โดยเฉพาะแผ่นกรองที่ถอดมาล้างเองได้ง่าย แนะนำให้ล้างทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ระหว่างรอบล้างใหญ่ เพราะแผ่นกรองเป็นด่านแรกที่ดักฝุ่นไว้ ถ้าปล่อยให้ตัน ลมจะไม่ผ่านและแอร์ต้องทำงานหนักขึ้นจนเปลืองไฟ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
ของที่ต้องใช้จริงมีไม่เยอะ หาได้ในบ้านหรือร้านของใช้ใกล้บ้าน แต่ของบางอย่างควรลงทุนซื้อให้ถูกประเภทเพราะมันช่วยลดความเสี่ยงที่แอร์จะเสียหาย
- น้ำยาและแปรงล้างแอร์โดยเฉพาะ ควรเลือกสูตร pH กลาง (ประมาณ 7) ไม่กัดคอยล์อลูมิเนียม
- แปรงล้างแอร์หรือแปรงสีฟันขนนุ่มสำหรับซอกเล็ก
- ผ้าขนหนูหรือผ้าสะอาดสำหรับรองพื้นกันน้ำหยด และเช็ดทำความสะอาด
- ถุงพลาสติกใหญ่หรือผ้าใบสำหรับคลุมตัวเครื่องกันน้ำกระเซ็น
- สายยางต่อน้ำหรือสเปรย์ฉีดน้ำแรงดันต่ำ สำหรับล้างคราบน้ำยา
- ไขควงและบันไดหรือเก้าอี้ที่มั่นคง
- ถุงมือยางและผ้าปิดจมูกหรือหน้ากาก เพราะน้ำยาและฝุ่นอาจระคายผิวและระบบหายใจ
ขั้นตอนล้างแอร์ด้วยตัวเอง ทีละขั้น
ส่วนนี้คือหัวใจของบทความ ไล่ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนจบ อย่าข้ามขั้นตอนเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องไฟ
ขั้นที่ 1 ตัดไฟก่อนทุกครั้ง
ก่อนแตะอะไรทั้งสิ้น ให้ปิดแอร์ที่รีโมท แล้วไปที่เบรกเกอร์ ตัดสวิตช์ของแอร์เครื่องนั้นลง หรือถ้าไม่แน่ใจให้ปิดเบรกเกอร์หลักที่ควบคุมแอร์ แล้วเสียบทิ้งไว้สักสองสามนาที ขั้นตอนนี้ห้ามละเลยแม้จะแค่ถอดแผ่นกรองก็ตาม เพราะมีทั้งไฟเลี้ยงและcapacitor ที่ยังค้างประจุอยู่ การตัดไฟคือสิ่งที่กันไฟฟ้าดูดและกันเครื่องเสียหาย
ขั้นที่ 2 ถอดแผ่นกรองและล้างเบา ๆ
เปิดฝาหน้าของแอร์ออก จะเห็นแผ่นกรองสองแผ่น ดึงออกมาตรง ๆ อย่าใช้แรงงัดจนพลาสติกหัก เอาไปเคาะฝุ่นออกก่อนเบา ๆ แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าจากด้านหลังไหลไปด้านหน้า (สวนทางกับทางที่อากาศเข้า) ใช้มือหรือแปรงขนนุ่มถูเบา ๆ ห้ามใช้แปรงแข็งหรือแปรงขัด เพราะจะทำให้ตาข่ายบิดเบี้ยวและขาด จากนั้นผึ่งลมให้แห้งสนิทในที่ร่ม อย่าเอาไปตากแดดจัดเพราะพลาสติกจะกรอบ
ขั้นที่ 3 ล้างคอยล์เย็นและใบพัด
เมื่อถอดแผ่นกรองออกแล้ว เราจะเห็นคอยล์เย็นเป็นแผงครีบอลูมิเนียมสีเงิน ๆ อันนี้คือส่วนที่ดักความเย็น คราบฝุ่น คราบเชื้อรา และกลิ่นอับมักสะสมตรงนี้ ถ้าคราบไม่หนามาก ฉีดน้ำยาล้างแอร์สูตร pH กลางให้ทั่ว ทิ้งไว้ตามเวลาที่ฉลากระบุ (ปกติ 5 ถึง 15 นาที) แล้วใช้แปรงขนนุ่มปัดตามแนวครีบเบา ๆ อย่าขัดขวางแนวครีบเพราะครีบบิดง่ายมาก จากนั้นฉีดน้ำสะอาดล้างคราบน้ำยาออก
จุดที่คนมักมองข้ามคือใบพัด (blower) และช่องลมออก ซึ่งมักมีเชื้อราดำเกาะเป็นจุด ถ้าเข้าถึงได้ให้เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำยาล้างแอร์แบบเจือจาง อย่าให้สายฉีดน้ำไปกระทบมอเตอร์โดยตรงและห้ามให้น้ำเข้าแผงวงจร
ขั้นที่ 4 ถอดถาดน้ำและท่อน้ำทิ้งออกมาล้าง
ใต้คอยล์เย็นจะมีถาดรองน้ำและท่อน้ำทิ้ง อันนี้คือแหล่งสะสมของเมือกและเชื้อราที่ทำให้กลิ่นอับและน้ำไม่ระบาย ถอดถาดออกมาขัดด้วยน้ำยาอ่อน ๆ แล้วล้างให้สะอาด ใช้ลวดอ่อน ๆ หรือสายยางดันท่อน้ำทิ้งให้โล่ง เพราะท่อตันบ่อยมากและเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้น้ำแอร์หยด เติมน้ำล้างผ่านท่อดูว่าถ้าถ่ายออกปลายอีกด้านได้ ก็แสดงว่าท่อไม่ตันแล้ว
ขั้นที่ 5 ประกอบกลับและรอให้แห้ง
ประกอบถาดน้ำ แผ่นกรอง และฝากลับให้แน่นครบทุกจุด เปิดลมหรือโหมดพัดลม (fan) ไว้ 15 ถึง 30 นาที เพื่อให้ความชื้นที่ค้างในเครื่องระเหยออกให้หมดก่อนจะเปิดโหมดทำความเย็น เพราะถ้าเปิดทำความเย็นทันทีทั้งที่ยังชื้น กลิ่นเหม็นอับจะกลับมาทันที
น้ำยาล้างแอร์ต้องเลือกยังไง
เรื่องนี้สำคัญมาก แต่หลายคนมองข้ามแล้วไปซื้อน้ำยาถูก ๆ ที่กัดกร่อนคอยล์
เลือกสูตร pH กลาง และเช็คฉลาก
คอยล์เย็นทำจากอลูมิเนียมซึ่งไวต่อสารเคมี ถ้าใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่างแรง จะกัดผิวคอยล์จนเป็นรูพรุน ทำให้น้ำยาแอร์รั่วในระยะยาว น้ำยาที่ดีควรมีค่า pH กลาง around 7 และระบุว่าใช้กับอลูมิเนียมได้ อ่านฉลากเช็คให้ชัดว่าเหมาะกับแอร์บ้าน (แอร์แบบ wall type) ไม่ใช่สูตรเฉพาะแอร์รถยนต์ที่บางทีก็แรงเกินไป
ข้อควรระวัง
- ห้ามผสมน้ำยาหลายยี่ห้อเข้าด้วยกัน เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดก๊าซระคาย
- สวมถุงมือและหน้ากากเสมอ น้ำยาโดนผิวอาจแสบคัน
- อย่าปล่อยให้น้ำยาแห้งเองค้างบนคอยล์ ต้องล้างน้ำสะอาดออกให้หมด
- ทดสอบกับจุดเล็ก ๆ ก่อนถ้าไม่แน่ใจว่าคอยล์สภาพไหน
- ถ้าแอร์รุ่นใหม่ยังอยู่ในประกัน ตรวจสอบเงื่อนไขก่อนว่าการล้างเองส่งผลกับประกันไหม
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
คนที่ล้างเองครั้งแรกมักเจอปัญหาเดิม ๆ กันซ้ำ ๆ ลองเช็คว่าตัวเองไม่ได้กำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่
- ล้างตอนไฟไม่ตัด เป็นอันตรายที่สุด และมักทำให้มอเตอร์พัดลมเสียหายทันที
- ใช้แปรงแข็งขัดคอยล์ ทำให้ครีบอลูมิเนียมบิด พับ จนลมผ่านยากกว่าเดิม
- ฉีดน้ำแรงดันสูงตรงแผงวงจร น้ำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าแล้วแอร์ไม่ติดเลย
- เอาแผ่นกรองไปตากแดดจัด พลาสติกกรอบและหดตัวเร็ว
- ลืมล้างท่อน้ำทิ้ง แล้วเจอน้ำหยดหรือกลิ่นอับอยู่ดี
- เปิดโหมดเย็นทันทีที่ประกอบเสร็จ โดยยังไม่ได้เป่าลมให้แห้งก่อน
ถ้าอยากเช็คสินค้าของใช้ในบ้านที่ช่วยเรื่องความสะอาดรอบตัวเพิ่มเติม เช่นน้ำยาทำความสะอาดหรืออุปกรณ์ในบ้านแบบต่าง ๆ สามารถดูได้ที่หมวด ของใช้ในบ้าน ของเราได้เลย
ล้างเอง vs จ้างช่าง เปรียบเทียบให้เห็นชัด
| หัวข้อ | ล้างเอง | จ้างช่าง |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายต่อเครื่อง | ค่าอุปกรณ์หลักสิบถึงไม่กี่ร้อย ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง | ประมาณ 300-800 บาทขึ้นไปตามพื้นที่และขนาดแอร์ |
| ความสะอาด | ดีระดับหนึ่ง เหมาะกับการดูแลตามรอบ | สะอาดลึกกว่า มีเครื่องมือเต็มชุด |
| ความเสี่ยง | เสี่ยงถ้าไม่ตัดไฟหรือใช้ผิดวิธี | ต่ำ ถ้าช่างมีประสบการณ์ |
| เวลา | Self-manage ทำเมื่อไหร่ก็ได้ | ต้องรอคิว อาจหลายวัน |
| เหมาะกับ | แอร์ที่เข้าถึงง่าย งานดูแลทั่วไป | แอร์สูง แอร์รั่วน้ำยา งานซ่อมลึก |
ทางที่ดีคือทำเป็นประจำด้วยตัวเอง แล้วเรียกช่างเฉพาะเมื่อถึงคิวล้างใหญ่หรือมีอาการผิดปกติ
คำถามที่พบบ่อย
ล้างแอร์เองแล้วประกันขาดไหม
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละแบรนด์ บางรุ่นระบุว่าต้องให้ศูนย์หรือช่างที่ผ่านการรับรองล้างเท่านั้น การล้างเองแบบถอดแผ่นกรองและเป่าเบา ๆ มักไม่กระทบ แต่ถ้าถอดชิ้นส่วนหรือฉีดน้ำมันน้ำยาเข้าระบบลึก ๆ ควรเช็คเงื่อนไขก่อน โดยเฉพาะเครื่องที่ยังอยู่ในประกัน 1-5 ปีแรก
ไม่ถอดแอร์ลงมาล้างได้ไหม
ทำได้ถ้าแอร์เป็นแบบติดผนังและเข้าถึงได้ ถ้าเป็นระบบ Wind Free หรือฝังฝ้า อาจต้องใช้ผ้าคลุมรอบเครื่องและถุงรับน้ำแบบแขวน ไม่ควรถอดแอร์ลงเองถ้าไม่มีความรู้เรื่องท่อและน้ำยาแอร์ เพราะระบบน้ำยาอยู่ในความดันสูง
รู้ได้ยังไงว่าแอร์แค่สกปรกหรือน้ำยาแอร์หมด
ถ้าล้างแล้วเย็นขึ้นชัดเจน แสดงว่าเดิมสกปรก แต่ถ้าล้างแล้วยังไม่เย็น ลมออกแต่ไม่เย็น และมีน้ำแข็งเกาะคอยล์ หรือคอมเพรสเซอร์ตัดบ่อยเกินไป นั่นอาจเป็นเรื่องน้ำยาแอร์หรือระบบ ซึ่งควรเรียกช่างตรวจ
ใช้น้ำยาล้างจานล้างแอร์แทนได้ไหม
ไม่แนะนำสำหรับคอยล์โดยตรง เพราะน้ำยาล้างจานมีฤทธิ์ด่างและมีส่วนผสมที่อาจทิ้งคราบไว้ ใช้ได้แค่กับถาดน้ำหรือโครงพลาสติกเท่านั้น สำหรับคอยล์ควรใช้สูตรที่ระบุว่าใช้กับอลูมิเนียมได้และมี pH กลางเป็นหลัก
ต้องเป่าแอร์ให้แห้งนานแค่ไหน
แนะนำเปิดโหมดพัดลม (ไม่ใช่โหมดเย็น) ไว้ประมาณ 15 ถึง 30 นาที เพื่อไล่ความชื้นในคอยล์และถาดน้ำออกให้หมด ความชื้นที่ตกค้างคือต้นเหตุสำคัญของกลิ่นอับและเชื้อรา ถ้าทำงานheavy อาจเว้นไว้ให้แห้งทั้งคืนก่อนเปิดใช้งานเต็มที่
สรุป
การล้างแอร์เองไม่ใช่เรื่องยาก และทำให้เป็นประจำจะช่วยประหยัดไฟ ประหยัดค่าจ้าง และยืดอายุเครื่องไปได้หลายปี หัวใจสำคัญมีแค่ไม่กี่ข้อ คือตัดไฟทุกครั้งก่อนแตะ เลือกน้ำยาที่ pH กลาง ใช้แปรงขนนุ่มและอย่าขัดแรง อย่าลืมล้างท่อน้ำทิ้ง และเปิดพัดลมเป่าให้แห้งด้วยทุกครั้ง ลองทำตามรอบ 3 ถึง 6 เดือนดู แล้วจะพบว่าแอร์กลับมาเย็นและหอมขึ้นชัดเจน ส่วนงานที่ซับซ้อนหรือเสี่ยงเรื่องน้ำยาและไฟฟ้า ให้ช่างเข้ามาดูแลจะปลอดภัยกว่า และถ้าอยากอ่านรีวิวของใช้ในบ้านชิ้นอื่น ๆ เพิ่มเติม แวะดู รวมรีวิวสินค้าขายดี ของเราได้เลย
